วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Mitsubushi EVO X


Mitsubishi Lancer Evolution X รุ่นปี 2010 EVO X เวอร์ชั่นอเมริกัน พร้อมภาพสวยๆกว่า 40 ภาพ
จากการที่ Mitsubishi Lancer EX ได้เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบรูปทรงของ Evolution 10 หรือ EVO X ทาง AutoSpinn จึงขอนำเอารายละเอียดพร้อมภาพของ Mitsubishi Lancer EVO X ปี 2010 ที่จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกามาให้ชมพร้อมภาพสวยๆอีกกว่า 40 ภาพ หลังจากที่ได้นำเวอร์ชั่นประเทศญี่ปุ่นมาให้ชมแล้วในวันก่อน และต้องขอบอกว่า รูปลักษณ์ของ EVO X แต่ละเวอร์ชั่นแทบจะไม่ต่างกันเลย อาจจะเป็นเพราะความลงตัวในเรื่องโฉม จึงทำให้แต่ละเวอร์ชั่นมีรูปลักษณ์ที่เหมือนกันมาก แม้กระทั่งรถต่างรุ่นอย่าง Lancer EX ก็ยังมีรูปลักษณ์ไม่หนีไปจาก EVO X

Mitshubishi เริ่มเปิดตัว Evolution เจนเนอเรชั่นที่ 10 ในปี 2007 โดย All-New Lancer EVO X ในขณะนั้นถูกกำหนดให้เป็นรถยนต์รุ่นปี 2008 และตั้งแต่นั้นมา Mitsubishi ก็ได้ทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ในฐานะรถซีดานเล็กสมรรถนะสูง 4 ที่นั่ง และก็ได้ใจคนทั่วโลกอย่างที่ทราบกัน

สำหรับ EVO X เวอร์ชั่นอเมริกันมี 2 รุ่นย่อยให้เลือก โดยมีรุ่น GSR เป็นรุ่นพื้นฐานหรือ entry level ที่มาพร้อมระบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เบาะนั่งสไตล์รถแข่งของ Recaro ล้ออัลลอยของ Enkei โดยมี option เป็นสปอยเลอร์ ไฟหน้า HID และเครื่องเสียงที่ได้รับการอัพเกรดใหม่

อีกรุ่นของ EVO X ก็คือ MR ที่ได้รับการอัพเกรดใหม่ในส่วนของระบบส่งกำลัง Twin Clutch Sportronic Shift Transmission (TC-SST) ชุดสปริงของ Eiback และโช้คอัพหรือตัวดูดซับแรงกระแทกของ Bilstein โรเตอร์เบรคน้ำหนักเบา และล้ออัลลอยของ BBS นอกจากนั้นยัง option เป็นระบบนำทาง เครืองเสียงพร้อมระบบรับสัญญาณดาวเทียม Sirius และเบาะที่นั่งหุ้มหนัง

ทั้งสองรุ่นย่อยใช้เครื่องยนต์ MIVEC4 DOHC เทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร ใหม่ อลูมิเนียมยกชุด ให้กำลัง 295 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 ปอนด์ฟุต และระบบขับเคลื่อนแบบ Super All-Wheel-Control (S-AWC) ซึ่งระบบ S-AWC จะเป็นตัวควบคุมแรงบิดและการเบรคที่ล้อแต่ละข้างรวมถึงระบบ ASC (Active Stability Control), ACD (Active Center Differential), AYC (Active Yaw Control) และระบบเบรค ABS

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของรถรุ่นปี 2010 และรุ่นปัจจุบันก็คือ จำนวน Yaw Sensor ที่มีมากขึ้นมาก โดยเป็นอุปกรณ์ที่วัดความเร็วเชิงมุมรอบเพลาตั้งของรถ ซึ่งจะช่วยทำให้รถแรงอย่าง EVO X อยู่ในช่องทางวิ่งที่ต้องการ ซึ่งระบบ S-AWC สามารถตั้งค่าให้รองรับสภาพพื้นถนนได้ 3 แบบ คือ พื้นยางมะตอยเหมือนถนนทั่วไป พื้นน้ำแข็ง และพื้นขรุขระที่มีหินกรวด

ระบบส่งกำลัง SST คลัทช์คู่ที่ใช้กับรุ่น MR จะคล้ายกับระบบ DSG ของ Audi/Volkswagen คือ เกียร์คู่และคี่จะทำงานอยู่บนคลัทช์คนละตัวกันเพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วโดยไม่มีการสูญเสียแรงบิดระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ โดยการเปลี่ยนเกียร์ของระบบ TC-SST หรือ SST คลัทช์คู่นี้ จะถูกควบคุมโดย paddle บนพวงมาลัยหรือคันเปลี่ยนเกียร์ในโหมด Manual หรือโดยคอมพิวเตอร์ของเครื่องยนต์ในโหมดอัตโนมัติ โดยระบบจะมีการทำงานใน 3 แบบการทำงาน คือ Normal, Sport และ S-Sport ซึ่งแบบลังสุดจะให้การเปลี่ยนเกียร์ที่เร็วและแรง

ในเมื่อรถแรงแล้ว ระบบความปลอดภัยก็ต้องดีด้วย ซึ่ง EVO X ใหม่จะมีระบบตัวถังเดียวแบบ RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) เพื่อกระจายแรงกระแทกไปทั้งด้านหน้าและด้านข้าง และป้องกันระบบเชื้อเพลิงหากมีการชนจากด้านหลัง โดยจะมีถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างรวมถึงถุงลมนิรัภัยที่ช่วงเข่าของผู้ขับขี่ด้วย

Ferrari 458 Italia


Ferrari 458 Italia ซุปเปอร์คาร์ทายาท F430 ปรากฏตัวที่ Frankfurt Motor Show
สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Ferrari คงจะสังเกตุเห็นได้ว่า Ferrari 458 รุ่นนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากความเป็น Ferrari ไปค่อนข้างเยอะพอสมควร คือพูดง่ายๆว่าถ้าไม่เห็นโลโก้ ไม่บอกว่านี่คือ Ferrari ก็แทบจะไม่รู้เลยครับ 2 จุดที่ Ferrari รุ่นนี้เปลี่ยนไปเยอะก็คือ ไฟหน้า และกระจังลมด้านหน้า อย่างอื่นก็เปลี่ยนไปเยอะแต่ว่าที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือตรงนี้แหละครับ
วันนี้ Ferrari ได้มี Press Release ของ 458 Italia อีกครั้งพร้อมภาพเพิ่มเติมในงานมอเตอร์โชว์ที่แฟรงค์เฟิร์ตที่กำลังจัดขึ้นในช่วงนี้และ AutoSpinn.com ก็ได้เคยนำภาพและรายละเอียดบางส่วนมาให้ชมกันไปแล้ว ซุปเปอร์คาร์คันนี้เป็นที่สนใตมากที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบันเพราะเป็นรุ่นที่มาแทน F430 ซุปเปอร์คาร์ที่ได้รับความนิยมรุ่นหนึ่ง การปรากฏตัวอีกครั้งจึงย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนรักรถเสมอ


Highlight สำคัญของรถยนต์รุ่นนี้ก็คือ กำลังขนาด 562 แรงม้า ที่มีอัตราการใช้น้ำมันและอัตราการปล่อยไอพิษต่ำ จนขนาดที่ Ferrari อ้างว่าเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับรถใน segment นี้เลยทีเดียว



Ferrari 458 Italia ใช้เครื่องยนต์วางกลาง-ท้าย V8 ขนาด 4.5 ลิตร มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 3.4 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุด 325 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้ระบบส่งกำลัง Getrag F1 ที่เป็นเกียร์คลัทช์คู่ 7 จังหวะ มีอัตรากำลังต่อน้ำหนักที่ 407 แรงม้า/ตัน โดยมีน้ำหนัก(dry weight)ที่ 1,380 กิโลกรัม


จาการพัฒนาใหม่ๆก็เช่น winglet แบบ aeroelastic ที่มีจะช่วยลดแรงฉุด พวงมาลัยแบบ multi-function ที่ออกแบบมาให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับได้ดีขึ้นกว่าเดิม

การพัฒนาอย่างมากทางด้านอากาศพลศาสตร์สำหรับการออกแบบภายนอก และการลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์ ทำให้ Ferrari 458 Italia สามารถทำตัวเลขอัตราการใช้เชื้อเพลิงได้ดีที่ 13.3 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าประหยัดน้ำมันมากกว่า F430 มาก โดย F430 กินน้ำมันมากถึง 18.3 ลิตร/100 กิโลเมตร ส่วนในเรื่องของอัตราการปล่อย CO2 สู่อากาศนั้น 458 Italia ก็ทำได้ดีกว่า F430 มากเช่นกันคือ 307 กรัม/กิโลเมตร ในขณะที่ F430 ปล่อยไอพิษสูงถึง 420 กรัม/กิโลเมตร


ระบบเบรคใช้แบบคาร์บอนเซรามิคของ Brembo ตัวถังทำด้วยอลูมิเนียม ระบบ infotainment จาก Harman ไฟ LED หน้า-หลัง และชุดอุปกรณ์ภายในที่ใช้ของหรูอย่าง Magneti Marelli

ในเรื่องของราคา ณ วันนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยครับ แต่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 190,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา

ราคานี้เป็นราคาที่ อเมริกานะครับ ถ้ามาที่บ้านเราก็น่าจะเตรียมไว้ที่ท 24 ล้านขึ้นไปมั้งครับ

honda freed


หลังจากที่รถยนต์เอนกประสงค์ของ Honda รุ่นพี่ได้ถูกเก็บตัวไปอย่างลึกลับมาหลายปี ที่ไหนได้ก็แอบไปซุ่มเงียบทำการบ้านมานี่เองครับ สำหรับ Freed ของ Honda รุ่นนี้นั้นก็ดูจะไม่ค่อยต่างจากรุ่นพี่ซักเท่าไหร่ และที่สำคัญการกลับมาทวงตำแหน่งคืนกลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะว่าดูๆ แล้วค่อนข้างจะธรรมดามาก เอาไว้ถ้าผมมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ

ฮอเปิดตัว “ฟรีด” รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ใช้พื้นฐานทางวิศกรรมร่วมกับ แจ็ซ ซิตี้ พร้อมวางเครื่องยนต์เบนซิน i-VTEC 1.5 ลิตร 118 แรงม้า แบ่งเป็น 4 รุ่นย่อยราคา 8.94 แสนบาท – 1.07 ล้านบาทนด้า ฟรีด จะเปิดให้สั่งจองในงานมอเตอร์โชว์ 2009 2-13 ธันวาคมนี้

ฟรีด เป็นรถอเนกประสงค์ที่ฮอนด้านำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ด้วยรูปลักษณ์แบบคอมแพกต์ MPV มิติยาว 4,315 มิลลิเมตร กว้าง 1,700 มิลลิเมตร สูง 1,735 มิลลิเมตร (ความสูงภายในห้องโดยสาร 1,265 มิลลิเมตร) ระยะฐานล้อ 2,740 มิลลิเมตร
honda freed – ฮอนด้า ฟรีด จะเปิดตัวแก่สาธารณชน พร้อมสั่งจองในงานมอเตอร์โชว์ 2009 ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้ จากนั้นจะเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 เป็นต้นไป โดยฮอนด้าตั้งเป้าขาย 5,000 คัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน

mini 50 ปี


MIMINI 50 Mayfair
วันนี้ก็พามาดูการฉลองครับรอบ 50 ปีของเจ้า mini กันครับ มีรถมากมายหลายยี่ห้อครับที่ออกกันมาแต่ละปีแต่ละปีจะพยายามทำรูปทรงใหม่ๆ ออกมากันตลอด จนบางครั้งทำให้ลูกค้าของตนเองรู้สึกไม่พอใจกันไปเลยก็มี อ้าว ก็เพิ่งจะถอยรถใหม่ป้ายแดงมาได้ยังไม่ทันได้ถึงปีเลย รูปลักษณ์ใหม่ของรถยี่ห้อเดียวกันก็ออกมา มันก็หมายความว่ารถใหม่ของเราก็กลายเป็นรถตกรุ่นไปนะซิครับ แต่ถ้าเป็นเจ้า mini ล่ะก็ ผมว่าอีก 10-20 ปี รูปทรงของ mini ก็จะไม่เปลี่ยนไปมากกว่านี้แล้วครับ จะมีก็แค่การเพิ่มเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าไปแค่นั้น แต่เรื่องรูปร่างหน้าตาผมว่าพอแล้วล่ะ แค่นี้ก็หล่อแล้วล่ะ


หรูหรา ภูมิฐาน สไตล์ผู้ดีอังกฤษMINI 50 Mayfair เป็นการมองผ่านความยิ่งใหญ่ของรถคันเล็กอย่างมินิ โดยการเชื่อมโยงกับความนิยมที่ถึงขีดสุดของมินิในฐานะรถแห่งความภูมิใจของ อังกฤษ สำหรับชื่อ ‘Mayfair’ นี้ นอกจากจะเป็นชื่อของย่านกรุงเก่าหรูหราใจกลางมหานครลอนดอนแล้ว ยังเป็นชื่อของหนี่งในมินิ คลาสสิกรุ่นพิเศษของลอนดอน คอลเลคชั่นที่เน้นความสบายและความหรูหราเป็นพิเศษ

NI รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปี
MINI Cooper S 50 Camden
โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย สไตล์อนาคตMINI 50 Camden เป็นการมองแบรนด์มินิในมุมมองจากอนาคต ก้าวล้ำ นำสมัย สำหรับชื่อ ‘Camden’ นี้ ก็เป็นไปตามธรรมเนียมการตั้งชื่อรุ่นพิเศษของมินิ ซึ่งปฏิบัติมาตั้งแต่มินิ คลาสสิก โดยการใช้ชื่อเขต [borough] ของลอนดอน โดย Camden เป็นย่านแฟชั่นนำสมัยในใจกลางมหานครลอนดอนราคาจำหน่าย (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม MSI MINI Service Inclusive 3 ปี / 50,000 กิโลเมตร)
MINI Cooper 50 Mayfair ราคา 2,600,000 บาท
MINI Cooper S 50 Camden ราคา 3,000,000

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Audi TT RS "Ur Quattro"






รถแต่ง Audi TT RS “Ur Quattro” รถสปอร์ทคูเป้แรงได้ถึง 450 แรงม้า โดย AVUS Performance
นี่คือผลงานชิ้นล่าสุดของสำนักแต่ง AVUS Performance จากเยอรมันนี การเพิ่มกำลัง 110 แรงม้า และแรงบิด 140 ปอนด์ฟุตให้กับเครื่องยนต์ 5 สูบ เทอร์โบชาร์จ ขนาด 2.5 ลิตรของเจ้า Audi TT RS Coupe รุ่นใหล่าสุดนี้ ทำได้โดยการตั้งโปรแกรม ECU ใหม่ ปรับแต่งระบบเทอร์โบฯ และการใช้ระบบไอเสียใหม่ เป็นผลทำให้เครื่องยนต์ 5 สูบรุ่นนี้มีกำลังรวมเป็น 450 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 472 ปอนด์ฟุต AVUS ไม่เปิดเผยราคาค่าแต่งสมรรถนะในส่วนนี้ครับ

AVUS เผยว่า อัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมง(96 กิโลเมตร/ชั่วโมง) สามารถทำได้ภายในเวลา 3.8 วินาที จากเดิมที่ TT RS รุ่นมาตรฐานจากโรงงานมีตัวเลขทางด้านสมรรถนะนี้อยู่ที่ 4.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดของ TT RS “Ur Quattro” คันนี้อยู่Avus ยังทำการปรับแต่งระบบกันสะเทือนของรถคูเป้คันนี้ด้วยโช้คอัพ coilover แบบปรับได้ ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 1,299 เหรียญสหรัฐฯ ที่ช่วยลดระดับความสูงของรถเพื่อการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น

ที่ 312 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากเดิมของรุ่นมาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง
การแต่งภายนอกนั้น TT RS ได้รับการเคลือบสีไวนิลใหม่เป็นสีดำด้านตามกระแสนิยมในปัจจุบันซึ่งค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ 1,999 เหรียญสหรัฐฯ ล้ออัลลอยใช้ขอบ 20 นิ้วของ Sportec Mono ที่เคลือบด้วยสีดำวาว หุ้มด้วยยาง Hankook S1 Evo ขนาด 255/30/20 โดยราคาตกอยู่ที่ 6,400 เหรียญสหรัฐฯซึ่งราคานี้เป็นราคาพิเศษที่จะหมดเขตในวันที่ 15 ธันวาคมที่จะถึงนี้ครับ และราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ลด 25% จากราคาเดิมของล้อและยางที่ AVUS ตั้งเอาไว้
ถ้าลูกค้าคนไหนอยากจะได้บรรยากาศรถแข่งก็สามารถเลือกใช้เบาะนั่งแบบ bucket ของ Recaro เจ้าเก่าได้พร้อมของแต่งภายในอื่นๆให้เลือกครับ

Audi TT-S

Audi TT-S “Shelley” รถแข่งไต่เขาอัจฉริยะรายการ Pikes Peak ในความร่วมมือกับ Stanford และ Sun

Audi จับมือมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ จากสหรัฐอเมริกาในการพัฒนา TT-S “Shelley” รถอัจฉริยะที่ทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อจะส่งเข้าแข่งขันรถยนต์ไต่เขาในรายการ Pikes Peak International ซึ่ง Audi TT-S Shelly คันนี้ก็คือ TT-S รุ่นปี 2009 ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี Drive-by-Wire ที่ใช้อัลกอริทึ่มหรือกระบวนการในการใช้เหตุและผลที่เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ในการควบคุมรถซึ่งได้รับการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ โดยอัลกอริทึ่มดังกล่าวจะทำการประมวลผลจากข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS Applanix POS LV240 และอุปกรณ์วัดแรงเฉื่อย ซึ่งทำงานเป็นระบบเซนเซอร์บอกตำแหน่งของรถเพื่อที่จะทำการควบคุมการหักเลี้ยวของรถยนต์ในการไต่ขึ้นเขา


เทคโนโลยีอื่นๆที่ใช้สำหรับโครงการนี้ยังมีอีกเช่น ระบบพวงมาลับเพาเวอร์ APA-BS(Axially Parallel Actuation-Braun-Schweig) ลิ้นเปิดปิดน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ ระบบปิดเครื่องยนต์ฉุกเฉิน


TT-S Shelley มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 249 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากการที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ I4 DOHC 2.0 ลิตร ที่ให้กำลัง 265 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาทีและแรงบิดสูงสุดที่ 258 ปอนด์/ฟุตที่ 2,500-5,000 รอบ/นาที โดยใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ S Tronic 6 จังหวะ ทาง Audi เผยว่าเป้าหมายหลักของรถคันนี้ก็คือ การที่สามารถไต่เขาได้ในเวลาที่สมเหตุสมผลโดยใช้เทคนิคการจขับแบบแรลลี่ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการทำความเร็วสูงสุดแต่อย่างใด


ครับผมอันนี้ก็แค่เก็บมาฝากครับ ฝรั่งนี่มันก็เหลือเกินเสียจริง เอารถหรูอย่าง audi TT ของเราไปวิ่งแข่งกันปีนเขาเล่นกันเสียงั้น มันว่างงานกันมากนักหรืองัยก็ไม่รู้

Land Rover LRX


Land Rover ไฟเขียวผลิต Range Rover LRX รถ Crossover เล็ก-เบา-แรง จ่อเปิดตัวปีหน้า

Land Rover ได้ออกมายืนยันการผลิต Range Rover LRX ในปี 2011 เป็นที่เรียบร้อย โดยคาดว่าจะเปิดตัว LRX รุ่นผลิตในปีหน้า ซึ่งหน้าตาก็จะเหมือนๆกับรถแนวคิด Land Rover LRX ที่นำมาประกอบนี้ (โลโก้ Land Rover จะถูกเปลี่ยนไปเป็น Range Rover) โดยรถยนต์รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่เล็กที่สุด เบาที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่บริษัทฯเคยผลิตออกมาจำหน่าย ซึ่งเครื่องยนต์ทางเลือกที่น่าจะนำมาใช้ก็คือ เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.2 ลิตร 160 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง ให้กำลัง 230 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 317 นิวตันเมตร ที่น่าสนใจก็คือ อาจจะมีระบบไฮบริด เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.0 ลิตร -ไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มเข้ามา



ข้อมูลอื่นๆยังไม่มีการเปิดเผยในขณะนี้ครับ ทราบแต่ว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นนี้จะถูกผลิตในโรงงานของ Land Rover ประเทศอังกฤษ เพื่อส่งออกไปจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกครับ




เอาอีกแล้วครับงานนี้เศรษฐีผู้ชอบลุยเตรียมตัวได้จ่ายเงินสำหรับของเล่นชิ้นใหม่กันอีกแล้ว ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าหลัก6-8 ล้านครับ แต่ถ้าออกมาเปิดตัวแค่ 4-5 ล้าน รับรองว่าเห็นวิ่งกันค่อนข้างหนาตาแน่นอนครับ