วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Land Rover LRX


Land Rover ไฟเขียวผลิต Range Rover LRX รถ Crossover เล็ก-เบา-แรง จ่อเปิดตัวปีหน้า

Land Rover ได้ออกมายืนยันการผลิต Range Rover LRX ในปี 2011 เป็นที่เรียบร้อย โดยคาดว่าจะเปิดตัว LRX รุ่นผลิตในปีหน้า ซึ่งหน้าตาก็จะเหมือนๆกับรถแนวคิด Land Rover LRX ที่นำมาประกอบนี้ (โลโก้ Land Rover จะถูกเปลี่ยนไปเป็น Range Rover) โดยรถยนต์รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่เล็กที่สุด เบาที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่บริษัทฯเคยผลิตออกมาจำหน่าย ซึ่งเครื่องยนต์ทางเลือกที่น่าจะนำมาใช้ก็คือ เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.2 ลิตร 160 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง ให้กำลัง 230 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 317 นิวตันเมตร ที่น่าสนใจก็คือ อาจจะมีระบบไฮบริด เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.0 ลิตร -ไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มเข้ามา



ข้อมูลอื่นๆยังไม่มีการเปิดเผยในขณะนี้ครับ ทราบแต่ว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นนี้จะถูกผลิตในโรงงานของ Land Rover ประเทศอังกฤษ เพื่อส่งออกไปจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกครับ




เอาอีกแล้วครับงานนี้เศรษฐีผู้ชอบลุยเตรียมตัวได้จ่ายเงินสำหรับของเล่นชิ้นใหม่กันอีกแล้ว ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าหลัก6-8 ล้านครับ แต่ถ้าออกมาเปิดตัวแค่ 4-5 ล้าน รับรองว่าเห็นวิ่งกันค่อนข้างหนาตาแน่นอนครับ

Mini Graphite

MINI Graphite รถมินิรุ่นพิเศษ
บริษัทรถเก๋งเล็กจากค่าย BMW ได้เพิ่มรุ่นรถยนต์ของตัวเองในอังกฤษด้วยการออกรุ่นพิเศษ MINI Graphite ที่มาพร้อมกับ feature ต่างๆที่มีในรุ่นเดิมๆอย่าง One, Cooper และ Cooper D รถยนต์รุ่นพิเศษนี้ใช้สีเมทัลลิคเงินดำที่เดิมมีเฉพาะในรุ่น MINI Cooper S และ John Cooper Works เท่านั้น

ราคาของ MINI One Graphite ตั้งไว้ที่ 14,590 ยูโร หรือประมาณ 692,000 บาท อันนี้คือราคาที่โน่นนะครับบ้านเรานั้นน่าจะอยู่ที่ 2 ล้านกว่าๆครับ อุปกรณ์และคุณสมบัติมาตรฐานก็เช่น ลายเส้นสีดำตรงฝากระโปรง หน้าปัดสีขาว ตกแต่งภายในสีดำ ตราโลหะพิเศษบริเวณเสาค้ำยัน B และล้ออัลลอยขอบ 15 นิ้ว

ส่วน Cooper Graphite และ Cooper D Graphite ราคาเริ่มต้นที่ 14,590 ยูโร (เท่ากับ One Graphite) และ 15,660 ยูโร ตามลำดับ โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ลายฝากระโปรงสีดำหรือสีขาว และทั้งสองรุ่นนี้ใช้ล้ออัลลอยขอบใหญ่ขึ้นคือ 16 นิ้ว



ฝรั่งบอกว่าล้อขอบ 16" สำหรับ mini น่ะน่าจะใหญ่สุดๆ แล้วล่ะตามหลักวิศวกรของเขา แต่หารู้ไม่ว่าเทคโนโลยีของพี่ไทยไปไกลกว่าฝรั่งเยอะ ที่เห็นใส่กันเต็มบ้านเต็มเมืองก็ขอบ 18" กันทั้งนั้นแบบว่าใหญ่ๆ พี่ไทยชอบครับ

Mini Cabrio

2009 MINI Cabrio ใหม่ ไฉไลกว่าเดิม เปิดตัวมกราคมปีหน้า
BMW ภูมิใจเสนอ MINI Cabrio ใหม่ ซึ่งเป็นรถมินิเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมกับความสนุกสนานร่าเริง ด้วยการปฏิวัติรูปลักษณ์ที่ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง พร้อมเทคโนโลยีแชสซิสใหม่ล่าสุด แต่ก็ยังคงความประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น


ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงและความประณีตบรรจงในการผลิตทำให้ BMW มั่นใจว่า MINI Cabrio คือรถระดับพรีเมี่ยมสูงสุดในรถระดับเดียวกัน


BMW มีแผนที่จะเปิดตัว MINI Cabrio ใหม่ ในงาน North American International Auto Show ที่เมืองดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคมที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งมีการกำหนดราคาไว้แล้ว โดยราคาในเยอรมันคือ 22,500 ยูโรสำหรับ MINI Cooper Convertible และ 26,500 ยูโรสำหรับ MINI Cooper S Convertible โดย MINI Cabrio คันแรกสามารถจัดส่งให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2009 เป็นต้นไป


MINI Cabrio ใหม่นี้ดูๆไปก็คล้ายๆกับเจนเนอเรชั่นปัจจุบันคือ ใช้เครื่องยนต์ฺ 4 สูบ 1,600 cc 120 แรงม้า สำหรับรุ่น Cooper(NA) และ 160 แรงม้าสำหรับรุ่น Cooper S (เทอร์โบ) ระบบเกียร์มีทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะเช่นเดียวกัน จุดเด่นคือ หลังคาประทุนสามารถเปิดได้โดยใช้เวลาเพียง 15 วินาที ในระดับความเร็วรถที่ 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเทคโนโลยีแชสชิสที่มีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม


ไปชมรูปสวยๆแบบ Hi-Resolution ล้นจอกันเลยดีกว่าครับ









จะว่าไปแล้วมันก็ดูสวยและก็ไฮเทคดีนะครับ แต่ว่ารถเปิดประทุนเนี่ยนึกไม่ออกเลยว่าถ้ามาขับที่บ้านเราจะมีโอกาสได้ใช้กันซักกี่ครั้งกัน แต่ว่ามีไว้อวดชาวบ้านว่ารถข้าเปิดหลังคาได้นะโว๊ยก็ดีเหมือนกันนะ
แหล่งข่าว BMW แปลและเรียบเรียงโดย AutoSpinn.com

Mini Clubman One

MINI เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายแรกๆที่ยอมปล่อยภาพและรายละเอียดของรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show ในวันที่ 3 มีนาคม ที่จะถึงนี้ (Autospinn.com ก็ไม่พลาดที่จะนำข่าวคราวจากงานมาฝากเช่นเดิม จริงๆแล้วงานมอเตอร์โชว์มีเกือบจะทุกเดือนอยู่แล้ว เพียงแต่งานใหญ่ๆระดับโลกจะมีทุก 3-4 เดือน เรียกว่ามีรถใหม่มาให้ชม “ทุกวัน ทั้งปี” ครับ) และในงานมอเตอร์โชว์ที่เจนีวา MINI เตรียมเปิดตัวรถยนต์สายพันธุ์ใหม่ในตระกูล Clubman ที่ใช้ชื่อว่า One เรียกเต็มๆก็คือ Clubman One


MINI Clubman One ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.4 ลิตร ให้กำลังที่ 95 แรงม้า ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะแบบ short-shifting ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐาน โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะแบบ manual-shifting ได้เช่นกัน

Clubman One ใหม่นี้ยังมาพร้อมกับระบบสร้างพลังงานขึ้นใหม่จากห้ามล้อ หรือ Brake Energy Regenaration System, ระบบ Start-Stop อัตโนมัติ, และจอแสดง Shift Point ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน Clubman One มีอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่ 5.4 ลิตร/100 กิโลเมตร แม้ว่ากำลังจะน้อยกว่า Cooper อยู่บ้างแต่ระบบการหักเลี้ยวและกันสะเทือนก็คงความเป็นสปอร์ทไม่แพ้กัน


MINI Clubman One จะเริ่มมีจำหน่ายในยุโรปภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ มีสีให้เลือกคือ สีเทาเงินและสีดำ(ที่เป็นสีเดียวกับ C-Pillar ซึ่งปกติสีรถของ MINI กับสี C-Pillar จะต่างกัน) โดยราคาในประเทศอังกฤษตั้งไว้ที่ 13,290 ปอนด์(ประมาณ 676,000 บาท) ในขณะที่ราคาของ Clubman Cooper อยู่ที่ 14,515 ปอนด์(ประมาณ 738,600 บาท)
ราคาที่เขียนไว้ในนี้คือราคาขายที่อังกฦษนะครับ สำหรับบ้านเราก็คงต้องเตรียมไว้ที่ประมาณ 2ล้านกว่าๆครับ เห็นส่วนต่างแล้วอยากเกิดเป็นคนอังกฦษจังเลยจะได้ซื้อ mini มาไว้ไปจ่ายตลาด

ที่มา: BMW แปลและเรียบเรียงโดย AutoSpinn.com

Mini Coupe

รถแนวคิด MINI Coupe ฉลองครบรอบ 50 ปีบริษัทฯ เปิดตัวโยนหินถามทางที่ Frankfurt
2,505 views
by Ed on August 27, 2009 · 0 comments




MINI ฉลองครบรอบวันเกิด 50 ปีไปเมื่อวานนี้(26 สิงหาคม) โดยการปล่อยภาพที่เป็นทางการของรถแนวคิดคูเป้ที่เตรียมจะเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกที่งานมอเตอร์โชว์ที่ Frankfurt กลางเดือนหน้า รถคูเป้คันนี้จริงๆก็เหมือนกับการนำเอา MINI John Cooper Works มาตัดหลังคาออก แล้วใส่โครงหลังคาและกระจกหน้าแบบรถทรงคูเป้เข้าไปแทน



หลังคาน้ำหนักเบาที่ทำด้วยวัสดุอลูมิเนียมของรถแนวคิดคูเป้ใหม่นี้ซึ่งอาจจะดูแปลกๆยังไงชอบกล ได้รับอิทธิพลมาจากหมวกเบสบอลที่นักออกแบบของ MINI ที่ชื่อ Gert Hildebrand ได้เห็นลูกชายวัยโจ๋ของเขาใส่หมวกกลับหลัง จึงเกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมา แล้วมาลงที่หลังคาของรถแนวคิดคันนี้ MINI อ้างว่าการใช้หลังคาใหม่แบบนี้จะช่วยทำให้ลดจุดศูนย์ถ่วงของรถลงไป ส่งผลให้ลดการแกว่งของตัวรถและทำให้เกิดพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีขึ้น



รายละเอียดในส่วนอื่นๆเช่น กันชนหน้า-หลัง ไฟหน้า กระจังหน้า และด้านหลังมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด



ภายใน รถแนวคิดคูเป้นี้ได้นำเอาส่วนของเบาะหลังออกไปทำให้เกิดพื้นที่ว่างมากขึ้นจากเดิม 160 ลิตร เพิ่มไปเป็น 250 ลิตร หรือประมาณ 8.8 ลูกบาศก์ฟุต นอกจากนั้นยังมีการใช้สีที่โดดเด่นและวัสดุคุณภาพสูงมากขึ้นในการตกแต่ง เช่น ชุดเครื่องหนังพิเศษ การแต่งลวดลายด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์



คุณสมบัติที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคูเป้รุ่นนี้ก็คือ การเพิ่มนาฬิกา Chronoswiss 2 ตัว เข้าไปใกล้กับมาตรวัดความเร็ว เรือนหนึ่งเอาไว้จับเวลาในการทำเวลาต่อรอบ อีกเรือนเอาไว้โชว์เฉยๆคือ เป็นนาฬิกาบอกเวลาธรรมดาๆนั่นเอง


รถแนวคิดคูเป้ 2 ที่นั่งคันนี้ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบแบบแยกท่อ Twin Scroll ขนาด 1.6 ลิตร ของรุ่น John Cooper Work ให้กำลัง 211 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 260 นิวตัน-เมตร โดยสามารถขยับขึ้นไปเป็น 280 นิวตัน-เมตร โดยใช้ฟังค์ชั่นการทำงานแบบ Overboost เป็นระยะเวลาสั้นๆ และก็เหมือนกันกับรถแฮทช์ของ MINI อื่นๆคือ เครื่องยนต์จะส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อหน้า



จากการที่ใช้หลังคาอลูมิเนียมน้ำหนักเบา การนำเอาเบาะหลังเดิมออก และการใช้วัสดุน้ำหนักเบาต่างๆทำให้คูเป้คันนี้มีน้ำหนักเบากว่า MINI รุ่นอื่นๆ ผลก็คือ คูเป้คันนี้วิ่งได้เร็วกว่าแฮทช์รุ่นอื่น

แหล่งข่าวแจ้งว่า ในงานมอเตอร์โชว์ที่จะเปิดตัวรถแนวคิดคันนี้ MINI จะนำเสนอคูเป้ 2 ที่นั่งนี้ให้เป็นรถสไตล์ Roadster และต้องติดตามกันต่อไปอีกว่าจะมีการนำรถแนวคิดคันนี้เข้าสู่สายการผลิตจริงหรือไม่

Mini Roaster

ในงาน Frankfurt Motor Show ที่กำลังมีขึ้นในช่วงนี้ที่ประเทศเยอรมันนี MINI ได้เปิดตัวรถแนวคิด 2 รุ่นใหม่ที่หลายฝ่ายจับตาและรอคอย นั่นก็คือ MINI Coupe และ MINI Roadster โดยรุ่น Coupe นั้นทาง AutoSpinn.com ได้เคยนำมาให้ชมไปแล้ว เหลือแต่ MINI Roadster ที่กำลังจะพูดถึงในโพสต์นี้ครับ


MINI Roadster รถเปิดประทุนขับกินลม 2 ที่นั่ง มีมิติความยาว 3.71 เมตร กว้าง 1.68 เมตร และสูง 1.36 เมตร ภายใต้ฝากระโปรงของ Roadster รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบแบบแยกท่อ หรือ Twin Scroll ขนาด 1.6 ลิตรของรุ่น John Cooper Works ที่ให้กำลัง 211 แรงม้า โดยมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 260 นิวตัน-เมตร แต่เครื่องยนต์สามารถเพิ่มแรงบิดขึ้นได้อีกเป็น 280 นิวตัน-เมตร ทาง MINI เผยว่ารถยนต์รุ่นนี้ใช้โครงสร้างน้ำหนักเบาแต่กลับไม่เปิดเผยในเรื่องน้ำหนักของ Roadster 2 ที่นั่งนี้




ภายในมีการใช้สีแบบทูโทน ขาว-ดำ สำหรับเบาะที่นั่ง โดยมี roll bar ชุบโครเมี่ยมที่เข้ากันดีกับเส้นลายโครเมี่ยมที่ตัวถังรถซึ่งเป็น option ความจุภายในของ Roadster คันนี้อยู่ที่ 250 ลิตร มากกว่าความจุ 150 ลิตรของ Mazda MX-5 Miata หรือความจุแค่ 142 ลิตร ของรถที่กลายเป็นตำนานในอดีตอย่าง Honda S2000 เสียอีก




ประธานบริหารของ BMW Group Dr.Norbert Reithofer ได้ยืนยันแล้วว่า รถแนวคิดทั้งสองรุ่นนี้จะถูกบรรจุในสายการผลิตจริง โดยคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ภายในปี 2011 ซึ่งอาจจะออกมาพร้อมกับรถ SUV รุ่น Crossman ครับ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เอามาเรียกน้ำลายกันเล่นๆ สำหรับรถเล็กแต่ราคาไม่เล็กครับ ถ้าถามว่าสวยมั๋ยเท่มั๋ย มันก็ใช่อยู่ครับแต่ถ้าแลกกับเงินที่ต้องจ่ายกับของที่ได้มาตอนนี้มันต้องบวกลบแล้วบวกลบอีกครับว่าคุ้มหรือเปล่า แต่ถ้าไม่สนตังเหลือเฟือก็ตามสบายครับผมยังชอบเลย.

BMW Series 5

วันนี้ BMW ได้เปิดตัว All-New Series 5 ใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการพร้อมเผยโฉมผ่านภาพความละเอียดสูงมากกว่า 80 ภาพพร้อมรายละเอียดทางด้านเทคนิค ซึ่งสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของรูปลักษณ์เพราะรุ่นนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมทั้งคันแบบ All-New ซึ่งผลตอบรับในเบื้องต้นถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดีคือ ไม่ทำให้ผิดหวังแต่ก็ไม่ได้ทำให้ประทับใจมากนัก เพราะโฉมที่เห็นก็ถอดแบบมาจากรุ่นอื่นๆทั้ง Series 3, 7 โดยเฉพาะ Series 5 GT ที่ได้เคยเผยโฉมไปแล้วก่อนหน้านี้แล้ว



นอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ถือได้ว่าผ่านแล้ว Series 5 ใหม่ยังมีไฮไลท์เป็นการกลับมาของแผงคอนโซลกลางที่รองรับการใช้งานของผู้ขับมากขึ้น รวมถึงมาตรวัดสไตล์คลาสิค 4 จุดบนแผงหน้าปัด ในเรื่องของขนาดก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของซีดานสุดเท่รุ่นนี้ เพราะ BMW อ้างว่า Series 5 รุ่นนี้มีฐานล้อยาวที่สุดในบรรดารถระดับเดียวกันที่ 2,968 มิลลิเมตร ยาวขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบันถึง 80 มิลลิเมตร โดยมิติความยาวของตัวรถอยู่ที่ 4,899 มิลลิเมตร(เดิมอยู่ที่ 4,841 มิลลิเมตร) ส่วนเครื่องยนต์ได้รับการพัฒนาใหม่เป็นเครื่องยนต์ V8 และ 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบชาร์จ



จากการที่ฐานล้อยาวขึ้นนี้ ทำให้พื้นที่วางขาเพิ่มขึ้นมาอีก 13 มิลลิเมตร สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ในขณะที่ท้ายรถมีความจุสัมภาระได้ที่ 520 ลิตร โดยสามารถปรับเบาะหลังได้ในสัดส่วน 40:20:40



BMW Series 5 ที่ใช้รหัสตัวถังว่า F10 ได้ใช้ platform เดียวกับ Series 5 GT และ Series 7 รุ่นล่าสุด เลย์เอ้าท์แบบ double wishbone ด้านหน้า เชื่อมต่อกับเพลาหลังแบบ multilink โดยถือว่าเป็นครั้งแรกที่ Series 5 ใช้ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าที่มีระบบช่วยเหลือ Servotronic



ระบบปรับโครงสร้างตัวถังที่เรียกว่า Drive Dynamic Control (DDC) จะช่วยในการปรับโครงสร้างตัวถังให้มีโหมดในการเลือกขับคือ Normal, Comfort, Sport และ Sport+ โดยในแต่ละโหมดจะทำการเปลี่ยนระดับการช่วยบังคับรถ การตอบสนองลิ้นปิดเปิดน้ำมัน การเข้าเกียร์ ระดับปฏิกิริยาควบคุมความเสถียร ระดับ damper แบบปรับได้ เป็นต้น



ทุกรุ่นของ Series 5 จะมีการติดตั้งระบบสร้างพลังงานจากการเบรคที่จะทำการชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ในขณะที่เครื่องยนต์มีการทำงานเกินระดับความจำเป็น เช่น ในขณะที่มีการหยุดรถ ในขณะที่รุ่น 520d จะเป็นรถในตระกูล Series 5 รุ่นแรกที่มาพร้อมกับระบบ Auto Start-Stop ซึ่งเป็นระบบเปิด-ปิดการทำงานเครื่องยนต์อัตโนมัติซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันและกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน



ในช่วงแรกของการจำหน่าย BMW Series 5 ปี 2011 เวอร์ชั่นยุโรป จะมีเครื่องยนต์ทางเลือก คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 ชนิดและเครื่องยนต์ดีเซล 3 ชนิด



เครื่องยนต์ทางเลือกแบบดีเซล สำหรับรุ่นต่างๆมีดังนี้


- รุ่น 520d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ซึ่งมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 227 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 5 ลิตร/100 กิโลเมตร



- รุ่น 525d ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 6 สูบ แถวเรียง 3.0 ลิตร ให้กำลัง 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 450 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 7.2 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 236 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 6.2 ลิตร/100 กิโลเมตร



- รุ่น 530d มีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 3.0 ลิตร 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 6.3 ลิตร/100 กิโลเมตร



ส่วนเครื่องยนต์ทางเลือกแบบเบนซิน สำหรับรุ่นแต่างๆมีดังนี้


- รุ่น 523iขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง NA 3.0 ลิตร 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 238 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 7.6 ลิตร/100 กิโลเมตร



- รุ่น 528iขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง 3.0 ลิตร 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 6.6 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 7.8 ลิตร/100 กิโลเมตร



- สำหรับรุ่น 535iจะได้เครื่องยนต์รุ่นใหม่เป็นแบบ 6 สูบ แถวเรียง 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ single และ twin scroll ให้กำลัง 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 6.0 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 8.5 ลิตร/100 กิโลเมตร



- รุ่น 550i ที่ถือว่าเป็นรุ่นท็อปสุด มีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo 4.4 ลิตร ให้กำลัง 407 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 5.0 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 10.4 ลิตร/100 กิโลเมตร



ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 550i แต่จะเป็น option สำหรับรุ่นอื่นๆที่มาพร้อมกับกล่องเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ



นอกจากนั้นแล้วยังมี option เป็นระบบส่งกำลัง 8 จังหวะแบบ Sport Automatic ที่ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดาได้โดยการควบคุมผ่านทาง shift paddle ที่ติดตั้งบนพวงมาลัย

สำหรับสหรัฐอเมริกา BMW Series 5 ใหม่จะมี 3 ชนิดเครื่องยนต์เบนซินให้เลือก โดยมีรุ่น 523i เป็นรุ่น Entry Level หรือรุ่นเล็กที่สุด ซึ่งใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง NA ให้กำลัง 240 แรงม้า ทางเลือกที่ 2 คือ รุ่น 535i เครื่องยนต์เทอร์โบ 6 สูบ แถวเรียง 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 ปอนด์ฟุต และอีกรุ่นหนึ่งก็คือ 550i เครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo 4.4 ลิตร 400 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 450 ปอนด์ฟุต



BMW ยังเผยอีกว่าสำหรับตลาดอเมริกา รุ่น 528i และ xDrive ที่มีระบบขับเคลื่อนแบบ All-Wheel-Drive ของทั้ง 3 รุ่นทางเลือกจะเริ่มทำตลาดหลังจากการเปิดตัวรุ่น 535i และ 550i ที่ขับเคลื่อนล้อหลังไม่นานนัก ซึ่งรุ่น 535i และ 550i สเปคอเมริกานี้จะมีทางเลือกเป็นระบบเกียร์แบบธรรมดา 6 จังหวะ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบใหม่ และระบบเกียร์ 8 จังหวะ Sport Automatic แบบใหม่เช่นกัน



ในเรื่องของเทคโนโลยีอื่นๆของ BMW Series 5 ใหม่นี้ มีทั้งอุปกรณ์มาตรฐานและ option ให้เลือกมากมายเช่น จอแสดงผลแบบ Head-Up ระบบ Night Vision พร้อมระบบตรวจจับคนเดินเท้า ระบบแจ้งเตือนเมื่อขับออกนอกหรือเปลี่ยนช่องทางจราจร การแสดงข้อมูลระดับความเร็วรถ ชุดระบบสร้างความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ระบบกล้องมองรอบคันพร้อมตัวควบคุมระยะการจอด โดยมี option เป็นกล้องมองขณะถอยรถซึ่งให้มุมมองแบบ 360 องศาผ่านจอควบคุม iDrive เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าจอด


ที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับ Series 5 ใหม่นี้ก็คือ จอควบคุม iDrive เจนเนอเรชั่นที่ 4 ที่มี 2 เวอร์ชั่นคือ จอขนาด 7 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ 800×480 พิกเซล ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยมี option เป็นระบบนำทางหน้าจอขนาด 10.2 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอที่ 1,280×480 พิกเซล ซึ่งมีฟังค์ชั่นต่างๆมากมายที่มีการใช้กับ Series 7 รุ่นล่าสุดด้วย



BMW Series 5 รุ่นปี 2011 มีกำหนดลงสู่ตลาดยุโรปในเดือนมีนาคมปีหน้า และหลังจากนั้นก็จะเริ่มมีจำหน่ายในตลาดอื่นๆที่เหลือครับ